น้ำท่วมหาดใหญ่-ภาคใต้ ความล้มเหลวระบบรัฐ ใครคือผู้บัญชาสถานการณ์ตัวจริง ไล่ไทม์ไลน์การแต่งตั้งระดับบน ปมซ้ำซ้อน คนหน้างานสับสน ประชาชนได้แต่รอความหวัง


🚨 สรุปสถานการณ์และโครงสร้างการบัญชาการเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ พ.ย. 2568


สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดสงขลาและหาดใหญ่ ในเดือนพฤศจิกายน 2568มีความรุนแรงและซับซ้อน นำมาสู่การปรับโครงสร้างและผู้รับผิดชอบในการบัญชาการสถานการณ์ตามลำดับเวลา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการบูรณาการการทำงาน แต่ก็อาจนำมาสู่ประเด็นปัญหาด้านเอกภาพในการบริหารจัดการภัยพิบัติได้



📅 ไทม์ไลน์การแต่งตั้งผู้บัญชาการสถานการณ์


จากข้อมูลเบื้องต้นและพัฒนาการของสถานการณ์ สามารถสรุปการแต่งตั้งผู้บัญชาการสถานการณ์ตามไทม์ไลน์ได้ดังนี้:

วันที่ (โดยประมาณ)

บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง/ตำแหน่ง

บทบาท/ตำแหน่งที่ได้รับ

ก่อน/ประมาณ 24 พ.ย. 2568

ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า (รองนายกรัฐมนตรี)

ผู้อำนวยการ ศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.)

24 พ.ย. 2568

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ปภ.กลาง)

จัดตั้งเป็น ศูนย์บัญชาการส่วนหน้า(สำหรับ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง: สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส)

25 พ.ย. 2568

ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินใน จ.สงขลา โดยนายกรัฐมนตรี

แต่งตั้ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)เป็น หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน



สรุปประเด็นการแต่งตั้งผู้บัญชาการน้ำท่วม :

  1. จุดเริ่มต้น: นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล (ในฐานะประธาน คณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ - คอภ.) ได้ลงนามจัดตั้ง ศนภ. และแต่งตั้ง ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นผู้อำนวยการ เพื่อกำกับดูแลและบูรณาการการบริหารจัดการน้ำ
  2. ศูนย์ส่วนหน้า: มีการจัดตั้ง กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ส่วนหน้า) ที่ จ.สงขลา เพื่อเป็นศูนย์กลางการประสานและสั่งการทรัพยากรเข้าสู่พื้นที่ประสบภัย 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง
  3. ยกระดับสถานการณ์: เมื่อสถานการณ์ในจังหวัดสงขลารุนแรงขึ้น นายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และแต่งตั้ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เข้ามาเป็น หัวหน้าผู้รับผิดชอบ/ผู้บัญชาการสถานการณ์ ตามกฎหมาย (ในเขตท้องที่ จ.สงขลา)
  4. 26 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 11/2568 เรื่อง มอบหมายรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรับผิดชอบการช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยเพื่อให้การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมเป็นรายจังหวัด


❓ ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดการภัยพิบัติแบบหลายศูนย์บัญชาการ


การมีผู้บัญชาการหรือศูนย์อำนวยการหลายระดับในช่วงเวลาเดียวกัน (ศนภ. โดย ร.อ. ธรรมนัส, ศูนย์ส่วนหน้า ปภ.กลาง, และ ผบ.ทสส. เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบสถานการณ์ฉุกเฉิน) แม้จะมีเจตนาเพื่อเสริมกำลังและเร่งรัดการช่วยเหลือ แต่มีโอกาสสูงที่จะก่อให้เกิด ปัญหาในการจัดการภัยพิบัติ ดังนี้:

1. ขาดเอกภาพในการสั่งการ (Unity of Command):

  • หน่วยปฏิบัติในพื้นที่อาจสับสนว่าต้องรับคำสั่งจากศูนย์ใดเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออำนาจสั่งการซ้อนทับกัน (เช่น ผอ.ศนภ. กับ หัวหน้าผู้รับผิดชอบสถานการณ์ฉุกเฉิน)
  • การสั่งการที่ขัดแย้งหรือซ้ำซ้อนกันจะทำให้การเคลื่อนย้ายทรัพยากร (คน, เครื่องมือ, งบประมาณ) ไม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที


2. ปัญหาการประสานงานและการสื่อสาร (Coordination & Communication):

  • ศูนย์บัญชาการหลายแห่งต้องใช้เวลาในการ "สื่อสารข้ามศูนย์" ซึ่งจะทำให้ข้อมูลล่าช้า การตัดสินใจที่สำคัญไม่ทันต่อสถานการณ์

อาจเกิดการแย่งชิงหรือการใช้ทรัพยากรที่ซ้ำซ้อนกันในพื้นที่เดียวกัน ทำให้พื้นที่อื่นที่ต้องการความช่วยเหลือถูกละเลย

3. ความรับผิดชอบไม่ชัดเจน (Accountability):

  • เมื่อมีหลายผู้รับผิดชอบ อาจทำให้การประเมินผลและการตรวจสอบย้อนหลังทำได้ยาก เนื่องจากไม่มี "ผู้นำเหตุการณ์" (Incident Commander) ที่ชัดเจนเพียงคนเดียวที่รับผิดชอบผลลัพธ์ทั้งหมด



🏛️ บทบาทและผู้ดูแลหลักของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)


ปภ. เป็นหน่วยงานหลักภายใต้กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ตาม พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550

  • ผู้ดูแลหลัก: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ และกำกับดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • ผู้อำนวยการตามกฎหมาย: ในภาวะปกติ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นเลขาธิการและผู้ดูแลการปฏิบัติงานของกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.)
  • การเตรียมความพร้อม: วิเคราะห์ความเสี่ยง จัดทำแผน ป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
  • การเผชิญเหตุ: เฝ้าระวัง รับแจ้งเหตุ แจ้งเตือนภัย จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจในระดับจังหวัด/พื้นที่ และบริหารจัดการ/สนับสนุนทรัพยากรเครื่องจักรกลสาธารณภัย
  • การฟื้นฟู: ประเมินความเสียหายและประสานงานการฟื้นฟูเยียวยา




🌐 ตัวอย่างการจัดการภัยพิบัติในต่างประเทศ: ความสำคัญของผู้อำนวยการสถานการณ์ที่มีเอกภาพ


ประเทศที่มีระบบการจัดการภัยพิบัติที่ก้าวหน้ามักใช้หลักการ ระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System - ICS) ซึ่งเน้นย้ำถึง "ผู้อำนวยการสถานการณ์ (Incident Commander - IC)" เพียงคนเดียว

ตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกา (FEMA) และระบบ ICS:

  1. ผู้อำนวยการสถานการณ์ (IC) ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ:
  • IC เป็นบุคคลเดียวที่รับผิดชอบในการกำหนดวัตถุประสงค์ (Objectives) และกลยุทธ์(Strategies) ของการตอบโต้ภัยพิบัติทั้งหมด
  • IC อาจเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น (เช่น ผู้ว่าการรัฐ, นายกเทศมนตรี) หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการมอบหมายเฉพาะกิจ ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของภัย
  1. โครงสร้างที่ปรับเปลี่ยนได้:
  • ICS ช่วยให้โครงสร้างองค์กรตอบโต้ภัยพิบัติสามารถขยายหรือย่อขนาดได้ตามความรุนแรงของสถานการณ์ (Scalability)
  • มีศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (Emergency Operations Center - EOC) เป็นศูนย์กลางการสนับสนุนทรัพยากร การสื่อสาร และการวางแผน โดยมี IC เป็นผู้นำการตัดสินใจในสนาม
  1. การบูรณาการหน่วยงาน (Integrated Operations):
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (ตำรวจ, ดับเพลิง, กู้ภัย, ทหาร, สาธารณสุข) จะทำงานภายใต้โครงสร้าง ICS เดียวกัน โดย IC เป็นผู้สั่งการและมอบหมายภารกิจที่ชัดเจน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนและการสื่อสารขัดข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ข้อควรเรียนรู้:

การจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพต้องยึดหลัก "เอกภาพแห่งการสั่งการ (Unity of Command)" กล่าวคือ ควรมี ผู้อำนวยการสถานการณ์ (Incident Commander) เพียงคนเดียวในแต่ละพื้นที่ปฏิบัติการที่มีอำนาจและหน้าที่ชัดเจนในการสั่งการหน่วยงานทั้งหมดที่เข้ามาปฏิบัติงาน เพื่อให้การตัดสินใจและการใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกันทั่วทั้งพื้นที่ประสบภัย